(3) ให้ความเคารพอภัยซึ่งกัน สามีภรรยาจูงมือกันไปพระวจนะศิษย์พี่หวินหยิว มาพูดถึงคนที่เป็นสามี เป็นภรรยา หากสามีภรรยาร่วมบำเพ็ญ ไปพร้อมกัน แต่ทว่าจะมีความเข้าใจในหลักธรรมเหมือนกันหรือไม่ ? บางทีคู่ครองของเจ้าอาจจะคิดว่ากาลเวลาคับขัน จะต้องเร่งรีบปฏิบัติธรรม อาทิตย์หนึ่งเจ็ดวันก็ไม่อยู่บ้านสักวัน บางครั้งก็ไปต่างประเทศด้วย ส่วน เจ้าก็คิดว่าจะต้องดูแลครอบครัวให้ดีก่อน มีเวลาว่างจึงจะไปยังพุทธสถาน เพราะความเข้าใจที่แตกต่างกันนี้ จึงก่อให้เกิดความขัดแย้ง มีบ้างไหม ? ถึงตอนนั้นก็เริ่มเย็นชา สามวันไม่พูดคุยกัน ห้าวันทะเลาะครั้งใหญ่สัก ครั้ง ต่างก็คิดว่าทะเลาะกันไปเพื่อหลักธรรม น่าขำไหม ? บางครั้งพวกเจ้า จะต้องคิดถึงฝ่ายตรงข้ามบ้าง พูดคุยกันให้รู้เรื่อง หากจุดสมดุลย์ให้เจอ เจ้าก็จะรู้สึกดี เขาก็จะรู้สึกดีเหมือนกัน รู้ไหม ? บางคนทำงานธรรมได้ อย่างรุ่งโรจน์ ประสบความสำเร็จ แต่ว่าเมื่อกลับไปถึงบ้านหล่ะ ? เอาสีหน้าเย็นชากลับไปให้คนที่บ้านดู เพราะว่าเหนื่อยมาก กลับถึงบ้าน ก็จะไปพักผ่อน ไม่สนใจเรื่องอะไรอีก ทำเช่นนี้ก็ไม่สมบูรณ์ รู้ไหม ?
สามีภรรยาก็เหมือนนกร่วมป่าเดียวกัน เมื่ออยู่กันนานวันแล้วก็ จืดชืด ทำตัวเรื่อยเปื่อย ลืมไปว่าต้องให้ความเคารพฝ่ายตรงข้ามด้วย เริ่มพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดี บางทีหลุดปากด่าว่าออกไป หรือไม่ก็โวยวาย เสียงดัง ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มรังเกียจที่เจ้าบ่นมาก จุกจิกหยุมหยิม มันเป็น เช่นนี้ใช่ไหม ? บางครั้งหน้าที่การงานของสามีไม่ราบรื่น คนที่เป็น ภรรยามีเงินเดือนสูงกว่าสามีเสียอีก จึงเกิดความหยิ่งยโส ดูถูกสามี ของตนเอง สมควรทำเช่นนี้หรือไม่ ? ในเวลาเช่นนี้ เจ้าควรที่จะ ให้กำลังใจสามี ชี้แนะช่วยเหลือให้เขายืนขึ้นมาให้ได้ ใช่ไหม ? นอกจากนี้ยังมีสามีบางคนทุบตีภรรยา เป็นเพราะภรรยาไม่อบอุ่นพอ ไม่มีความอดทนพอหรือ ? หรือว่าปากไม่มีหูรูด เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็พูดจาเสียดสีถากถางฝ่ายตรงข้าม ? นี่เป็นเพราะเจ้ายังไม่สงบนิ่ง ไตร่ตรองถึงสาเหตุของมันใช่ไหม ?
ยังมีปัญหาแม่ผัวกับลูกสะใภ้ที่เข้ากันไม่ได้ใช่ไหม ? พวกเจ้า ผู้ชายต้องอยู่ระหว่างกลาง จะช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่ดี หากว่าเจ้าเข้าข้าง ภรรยา ไล่พ่อแม่พี่น้องออกจากบ้านไป คนอื่นเขาจะว่าเจ้าอย่างไรบ้าง ? คนอื่นเขาคงไม่พูดถึงเจ้าเท่าใดนักหรอก แต่จะพูดถึงภรรยาเจ้าแทนว่า ได้ลูกสะใภ้ที่ไม่กตัญญู ให้หล่อนแบกบาปกรรมนี้ไปคนเดียวทั้งชาติเถิด พวกเราจะต้องรู้จักวางตัวให้เป็น มีเรื่องอะไรที่แก้ไขไม่ได้บ้าง ? ขาดแต่ เพียงการติดต่อสื่อสารเท่านั้นเอง ! ทุกคนมาจากสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ก็ย่อมมีความเคยชินในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ถึงตอนนั้น เจ้าจะ ต้องค่อย ๆ ไปปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ใส่เชื้อไฟเพิ่มขึ้น !
พระวจนะองค์อมตพฤฒาชันษาแห่งทักษิณาลัย บางครั้งอากาศร้อนอบอ้าว จิตใจก็ไม่เป็นปกติ จึงส่งผลกับงาน ที่ทำในวันนั้นด้วย พวกเจ้าจะพูดว่าอากาศไม่ดี ผมไม่ไปทำงานหรอก ฉันไม่ดูแลลูก ไม่หุงหาอาหารหรอก ทำเช่นนี้ได้ไหม ? การทำงาน กับการบำเพ็ญธรรมก็เหมือน ๆ กัน ต่างต้องทุ่มเทจิตใจ พวกเจ้าทุกคน ต่างสอนให้ลูกตั้งใจทำการบ้าน แต่ว่าตนเองกลับไม่มีความตั้งใจ แล้วจะ สอนลูก ๆ ได้หรือ ? สามีไม่กลับมาทานข้าวที่บ้าน เจ้าก็โกรธ ทะเลาะกัน
ทะเลาะกันจนหลังคาจะถล่มลงมา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วยังจะมีคุณสมบัติ ของการเป็นกุลสตรีอีกหรือ ? คนที่เป็นสามีก็ต้องเข้าใจภรรยาด้วย ว่าเธอ ช่วยเจ้าดูแลบ้านเรือน ก็ควรจะรู้สึกพึงพอใจ แต่ว่าผู้ชายในปัจจุบันนี้ มัก จะรู้สึกไม่พึงพอใจคนข้างกาย เรื่องราว หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ตนมีอยู่ เมื่อออก จากชั้นประชุมธรรมก้าวพ้นประตูพุทธสถาน กลับไปถึงบ้านก็ควรจะเป็น สามีที่ดี ภรรยาที่ดี ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเจ้าบำเพ็ญธรรม ทานเจแล้วเปลี่ยน แปลงตัวเองได้ขนาดนี้ ดีไหม ? เป็นคนต้องดำเนินในมนุษยธรรม การ ดำเนินในมนุษยธรรมก็คือการทำหน้าที่ของตนเองให้ดี
พระวจนะพระพุทธจี้กง สามีภรรยาร่วมกันบำเพ็ญเป็นสิ่งที่ดี แต่มิใช่บำเพ็ญจนเห็นอีก ฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาต นิสัยอารมณ์เลวร้ายต่าง ๆ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง การมาพุทธสถานเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าพูดนะว่า ฉันจะไปพุทธสถานแล้ว คุณหาข้าวหาปลากินเอาเองก็แล้วกัน ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ตัวเจ้าเองจะต้อง ทำให้ครบถ้วนก่อน จึงจะสามารถส่งเสริมคนอื่นได้ สามีภรรยาร่วม บำเพ็ญธรรมกันจะต้องรู้จักชื่นชมซึ่งกันและกัน แต่ไม่ใช่การโกหก พกลมนะ ใช้คำพูดที่แสดงถึงความรักความปรารถนาดี ส่วนคำพูด โกหกพกลมนั้นไว้เก็บใช้กับผู้หญิงข้างนอกที่ไม่ใช่ภรรยาและลูก เมื่อเป็นเช่นนี้ การบำเพ็ญของทั้งสองฝ่ายก็จะสามารถส่งเสริมกันไปจน ถึงฝั่งได้
การบำเพ็ญในธรรมกาลยุคขาว เป็นทั้งแบบนักบวชและฆราวาส
เจ้ามายังพุทธสถานได้ฟังธรรมจากอาจารย์ชี้แนะ นักบรรยาย รู้แล้วว่าจะ ต้องบำเพ็ญขัดเกลาตนเองอย่างไร รู้แล้วว่าจะต้องมีความรักใคร่ปรองดอง กับพี่น้อง รู้แล้วว่าจะต้องแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่อย่างไร ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นพื้นฐานของมนุษยธรรมที่ควรจะปฏิบัติให้ถึงพร้อม
ในขณะเดียวกัน พวกเราจะต้องคิดดูว่าสิ่งแวดล้อมของตนเอื้อต่อ การอุทิศตนปฏิบัติงานธรรมหรือไม่ ? ครอบครัวยังต้องการการดูแล จากเราอีกหรือไม่ ? มีครอบครัวจึงจะมีประเทศชาติ มีประเทศชาติจึงจะ มีโลก อย่าคิดแต่ว่า “ฉันไม่ได้มาพุทธสถานวันหนึ่ง ก็ไม่สบายใจเสียแล้ว” เจ้า จะต้องคิดว่า “สิ่งที่ฉันได้ทำลงไปในวันนี้สอดคล้องกับหลักธรรม แห่งฟ้าหรือไม่?” ทำเช่นนี้จึงจะเกิดความสุขสงบขึ้นในจิตใจจริง ๆ การ บำเพ็ญธรรมต้องค้นหาถึงรากเดิม ธรรมะนั้นดีจริง แต่ว่าสิ่งที่คนแสดง ออกมานั้น ไม่เห็นจะดีจะสมบูรณ์เลย จะต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ ให้ชัดเจน!
สามีภรรยาที่ร่วมบำเพ็ญในปัจจุบัน จะต้องรู้จักทนุถนอม กันและกันไว้ หากว่าสามีหรือภรรยาบำเพ็ญฝ่ายเดียว ก็ไม่สมบูรณ์ จะต้อง
คอยกล่อมเกลา ให้อภัยซึ่งกันและกัน ต้องมีจิตใจกว้างขวาง จึงจะเกิด ความสมบูรณ์ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน หากฝ่าย หนึ่ง ออกแรงได้เพียงสามส่วน อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องช่วยเขาเจ็ดส่วน จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์
เมื่อผู้หญิงพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ จะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวได้ง่าย มักจะติดค้างอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เหมือนผู้ชายสามารถเผชิญได้ตาม ลำพัง ศิษย์เอ๋ย ! เมื่อมีเรื่องอันใดกระทบใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ บางครั้ง แม้จะน้ำตาตก แต่ว่าจิตใจยังต้องมั่นคง เรื่องบางอย่างก็ไม่ต้องไปคิดให้ ฟุ้งซ่าน ไม่ใช่แค่คนอื่นมองหน้าพวกเรานิดเดียว ก็คิดว่าคนอื่นเขามีใจให้ กับพวกเรา จิตใจต้องเข้มแข็งมั่นคง ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องละทิ้งนิสัย อารมณ์ในทางลบออกไป จะทำให้เกิดความสมดุลย์ขึ้น
ผู้ชายถึงแม้ว่าจะเข้มแข็ง แต่ก็มักจะแสดงความรุนแรงต่อผู้อื่น ได้ง่าย ทั้งชายและหญิงจะต้องปรับธาตุอินและหยังให้เข้ากัน หากผู้หญิง มีความแข็งแกร่งแข็งกร้าวจนเกินไป ความอ่อนโยนก็จะน้อยลง หากผู้ชายมีความอ่อนโยนนุ่มนวลจนเกินไป ก็จะดูว่าชายก็ไม่ใช่หญิง ก็ไม่เชิง หากสามารถปรับเปรียบนิสัยให้สมดุลได้ ชีวิตก็จะสวยงามมีสีสัน มากขึ้น เข้าใจไหม ?
ในความเป็นจริง การจะเป็นครอบครัวบำเพ็ญธรรมที่สมบูรณ์นั้น ไม่ง่ายดายนัก บทบาทของผู้หญิงนั้นสำคัญมาก เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความ สำเร็จ มักจะเป็นสตรีที่มีความยิ่งใหญ่ มีคุณธรรม สตรีเหล่านี้ส่วนใหญ่ จะครองตนอยู่ในหลักการติดตามสามกุลสตรีธรรมสี่ หลักการ ติดตามสามคืออะไร? อยู่บ้านติดตามตามบิดา ออกเรือนติดตามตามสามี เมื่อสามีสิ้นก็ติดตามตามบุตร ความหมายนอกจากนี้คือ จิตญาณดำเนิน ตามหลักแห่งฟ้า ใจดำเนินตามหลักธรรม กายดำเนินตามเรื่องราว กุลสตรีธรรมสี่คืออะไร ? คุณธรรม วาจา สีหน้า การทำงาน คุณธรรมก็คือ ความประพฤติ ศีลธรรม วาจาคือ การไม่กล่าววาจาหยาบช้าเลวร้าย สีหน้าคือ สีหน้าท่าทางภูมิฐานผึ่งผาย ซึ่งจะสะท้อนถึงสภาพของ ครอบครัวว่าเป็นอย่างไร การทำงาน คือ จะต้องเป็นลูกสะใภ้ที่มีความขยัน
ขันแข็ง พ่อแม่สามีจึงจะรักเอ็นดู ดูแลครอบครัวได้อย่างทั่วถึง อย่าได้ มองข้ามหน้าที่การงานของตนเองไป
สตรีมีสามประเภท คือ สตรีที่อ่อนแอ สตรีที่กล้าหาญ สตรีที่เพียบ พร้อมด้วยคุณธรรม
สตรีที่อ่อนแอ จะไม่สามารถค้ำจุนครอบครัวได้ สอนสั่งอบรม ลูกไม่เป็น ลูก ๆ เจ็บป่วยก็ช่วยดูแลรักษาไม่ได้ สตรีที่กล้าหาญ มักจะคิด เอาชนะสามีทุกเรื่อง อยากจะเป็นผู้หญิงแกร่ง จำไว้ว่า อย่าได้คิดจะ เอาชนะไปทุกเรื่อง ยิ่งดึงดัน ชีวิตก็ยิ่งไม่มีความสุขสมบูรณ์ ไม่สามัคคีกัน สามีภรรยาจะต้องช่วยเกื้อหนุนค้ำชูกัน ก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน สตรีที่ เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม คือสตรีที่ศึกษาหลักธรรมและนำมาปฏิบัติ ในขณะเดียวกันก็สามารถแก้ไขอุปนิสัยที่ไม่ดีได้
พวกเจ้าพูดแต่ว่าจะมาบำเพ็ญธรรม พูดว่ามายังพุทธสถานมีการ ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน แต่ทำไมเมื่อกลับไปถึงบ้านแล้ว จึงให้ความ เคารพซึ่งกันและกันไม่ได้ ? เพราะว่า ในพุทธสถานมีคนไป ๆ มา ๆ ไม่มีใครรู้รายละเอียดของใครได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคา เดียวกัน ทำให้ไม่รู้โฉมหน้าแท้จริงของฝ่ายตรงข้าม จึงสามารถสวม หน้ากากแสดงสิ่งดี ๆ ต่อกันได้ ใช่ไหม ? แต่ว่าหน้ากากปลอมนี้เมื่อกลับ ไปถึงบ้านก็ไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้ว ใช่ไหม ? ธาตุแท้จึงเผยออกมา ศิษย์ เอ๋ย ! กลับกันบ้างได้หรือไม่ ? เมื่อเจ้าไปยังพุทธสถานให้แสดงธาตุแท้ ความเลวร้ายของตนออกมา เมื่อกลับไปถึงบ้านจึงจะใส่หน้ากากแสร้งทำ ดีด้วย ถ้าทำเช่นนี้จะมีผลอย่างไร ?ไม่มีใครเขาทำเช่นนี้หรอก ใช่ไหม ?
เพราะว่าพวกเจ้าต่างให้ความสำคัญแก่หน้าตาของตนเอง
เมื่อมาที่อาณาจักรธรรม พวกเจ้าต่างก็แต่งตัวงดงามสะสวย เรียบร้อย ผมเผ้าก็ต้องผ่านการหวี การเป่า การดัด ทุกคนดูสวย ดูดี ตั้งแต่ หัวจรดเท้า แต่ว่า เมื่อกลับไปถึงบ้านผมเผ้ารุงรัง หน้าตาบูดบึ้ง เสื้อผ้า หลุดลุ่ย ใช่ไหม ? เวลาล้างถ้วยชามก็จะส่งเสียงเอะอะโวยวายว่า “อะไรกัน ! นาย ......... หนังสือพิมพ์อ่านเสร็จก็ไม่รู้จักเก็บ......” ไม่มีจิต ใจที่อดทนต่อความยากลำบาก แล้วบำเพ็ญธรรมอะไรกัน ? จากนั้น ก็จำใจพูดว่า “คุณช่วยฉันเก็บสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ?” “เอาหน่า ! คุณก็เก็บเองจะเป็นไรไป” หากทุกคนเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็ไม่มีเรื่อง เกิดขึ้นใช่ไหม ? นี่เป็นคำติเตียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกเจ้าหรือ ?
เมื่อทะเลาะกันขึ้นมา ต่างคนต่างก็ยกเหตุผลของตนเองมาอ้าง ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผล แต่ว่า ต่อให้มีหลักเหตุผลอย่างไรก็ควรจะยอม อ่อนผ่อนปรนบ้าง ใช่ไหม ? เพราะว่าเขาก็มีจุดยืนของเขา พวกเราก็มีจุด ยืนของพวกเรา เราอย่าเอาจุดยืนของตนเองไปควบคุมจุดยืนของผู้อื่น ได้ไหม ?
เจ้าจะแต่งงานหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ เป็นเรื่อง ส่วนตัวของแต่ละคน ก่อนที่เจ้าจะแต่งงาน อาจารย์เชื่อว่าแม้เจ้าสามารถ ดูแลครอบครัวที่เจ้าถือกำเนิดมาได้ดีแล้ว แต่ว่าหลังจากที่เจ้าแต่งงานไป ครอบครัวใหม่นั้น เจ้าก็ต้องรับภาระหน้าที่หนักเช่นกัน ใช่ไหม ? จะแต่ง งานก็ต้องดูก่อนว่าดูแลครอบครัวดั้งเดิมของตนเองได้ดีหรือยัง ? พวกเรา จะต้องบริหารจัดการครอบครัวในปัจจุบันให้ดีก่อน จึงจะมีคุณสมบัติ ที่จะไปบริหารจัดการครอบครัวคนอื่น ถูกต้องไหม ? จะต้องเข้ากับเขาได้ เหมือนกับที่เราสนิทสนมใกล้ชิดกับพ่อแม่ของเรา บิดามีความเมตตา บุตรก็มีความกตัญญู จะทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
จากนั้นพวกเราจึง จะมีคุณสมบัติที่จะไปสนทนาถึงหลักธรรมของสามีภรรยา
สามีภรรยาจะต้องคิดถึงฝ่ายตรงข้ามให้มาก ใช้จิตใจแห่งความรัก ก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง จึงจะสามารถให้ความเคารพซึ่งกันและกันได้ การให้ความเคารพซึ่งกันและกันนี้มิใช่เป็นแค่หลักทฤษฎี ขอเพียงเจ้ามี ความอดทน รู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนบ้าง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เจ้าจะมีเหตุ ผลหรือไม่ ก็ต้องรีบจัดการให้ยุติลง แผ่นทองเหลืองเพียงแผ่นเดียวไม่ สามารถเกิดเสียงดังได้ใช่ไหม ? ดังนั้นจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุด ต้อง เป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ รอให้ใจสงบลงเย็นลงเสียก่อน แล้วค่อยหันหน้ามาคุยกัน จะต้องหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ในเรื่อง ๆ นั้น เข้าใจไหม ? การอยู่ร่วมกันจะต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
สิ่งสำคัญที่สุด ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันคือ “ความเคารพนับถือ” จะต้องให้ความ เคารพนับถือซึ่งกันและกัน ความทุกข์ใจมากมายก็จะสามารถ คลี่คลาย
ลงไปได้ใช่หรือไม่ ?
พวกเราจะต้องนำเอา “ธรรม” ไปใช้ในชีวิตการแต่งงาน ซึ่งมันจะ ส่งผลแก่คนรอบข้าง ให้พวกเขารู้ว่าคู่แต่งงานที่มีการบำเพ็ญธรรมก็ดีเช่น นี้เอง ครอบครัวผู้บำเพ็ญธรรมก็มีความรักใคร่กลมเกลียวกันเช่นนี้เอง ดังนั้น การบำเพ็ญธรรมจะต้องทำตนเป็นแบบอย่าง ง่ายที่สุดก็คือการ สร้างครอบครัวตัวอย่าง เมื่อมีญาติธรรมไปเยี่ยมเยียนเจ้าที่บ้าน บ้านของ เจ้ าก็สะอาดเอี่ยมอ่องอยู่เสมอ มีความอ่อนโยน สนิทสนมกัน ไปทุกครั้ง ก็เป็นเช่นนี้ ครอบครัวนี้ก็จะเป็นครอบครัวที่มีธรรม ใช่ไหม ? ครอบครัวนี้คู่ควรที่จะกล่าวได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญธรรม ใช่ไหม ?
พระวจนะพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ การที่สามารถเป็นสามีภรรยากันได้ล้วนเป็นเพราะเหตุสัมพันธ์ วันนี้แม้จะบำเพ็ญธรรมแล้ว ก็ยังจะต้องฝึกฝนที่จะดูแลฝ่ายตรงข้ามให้ดี
หากเป็นความรักแท้ที่ลึกซึ้งแล้วก็จะไม่มีความคับแค้นใจ ขอถามว่า ยามที่ มือซ้ายถือของหนัก มือขวาก็จะเข้ามาช่วยโดยอัตโนมัติใช่หรือไม่ ? หากสามี ภรรยาสามารถให้ความเคารพนับถือซึ่งกันและกันได้ ยังจะ มีเรื่องทะเลาะขัดแย้งเกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือไม่ ? สามีภรรยาจะต้อง ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อที่จะสามารถหล่อมหลอมคนรุ่นต่อไปให้ดีได้
พระวจนะหนึ่งในแปดเซียนฮั่นจงหลี มนุษย์ยากที่จะหนีพ้นวิบากกรรมที่ก่อไว้ในอดีตชาติ สามีภรรยา บางคู่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้เป็นร้อยปี บางคู่สามีก็เสียชีวิต ไปก่อน อีกฝ่ายหนึ่งก็มีโรคภัยรุมเร้า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะวิบากกรรม เมื่อ พวกท่านทุกข์ยากเจ็บป่วยก็ร้องครวญครางโอดโอย ตอนที่ไม่เป็นอะไร เรียก ให้มาบำเพ็ญธรรม ก็ไม่บำเพ็ญ ชีวิตมนุษย์เช่นนี้จะมีความสุข ได้อย่างไร?

